เมื่อ The King กลัว speech

posted on 18 Feb 2011 09:07 by kuzo-goku-toki
เป็นหนังออสการ์เพียงเรื่องเดียวที่ได้ดูในช่วงนี้ (เศร้า T T ต้องบอกว่าไม่มีงบประมาณล้วนๆ แถมไม่มีใครไปดูเป็นเพื่อน ทำม้ายยยยยยยยย)
 
 
แต่...ไม่ค่อยได้ดูหนังก็ไม่เป็นไร เพราะคนที่นั่งข้างๆที่ทำงานไปดูทุกอาทิตย์เลย ดูเสร็จก็เล่าให้ฟัง ซึ่ง...ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ (แหงสิฮะ ก็คุณชอบดูหนังสนุกๆมันส์ๆ ไม่ต้องคิดมาก เท่านั้นมิใช่รึ)
 
 
ตอนนี้คำพูดติดปากคือ "ดูที่บ้านได้ป่ะ?" ย่อจาก ไม่ต้องไปดูในโรงแต่นั่งดูแผ่นอยู่บ้านได้มั้ย ??? 555555+
 
 
ล่าสุดกับ เท่ง โหน่ง จีวรบิน (โอ....ถ้าเป็นเราคงไม่มีทางไปดูแน่เรย) ขนาดคนที่ชอบดูหนังตลาดยังบอก ไม่หนุกเลย (สวนกระแสรึเปล่าคับ?) จากคำเล่าอ้างบอกว่า หนังไม่หนุก มุขไม่ฮา บทไม่ได้เรื่อง โอเค....ซึ้ง
 
 
เมื่อวานเขาไปดู I am number 4 (ดูแต่หนังแนวนี้จริงๆ) เดี๋ยวจะคอยดูว่าเป็นไง หึๆๆๆ
 
 
 
 
 
เว่าเรื่อง The King
 
 
 
โดยส่วนตัวแล้วจัดให้เป็นอีกหนึ่งหนังที่ชอบในใจไปแล้วเรียบร้อย ตอนที่ดูก็ได้อ่านรีวิวมาบ้าง พล็อตเรื่องก็น่าสนใจนิดๆ แต่ที่อยากรู้คือคำนิยมสารพัดให้หนังเรื่องนี้มัน...เอ่อ...ทำให้คุ้มค่าเวลาและเงินรึเปล่า เอ๋? (การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอนะจ๊ะ 555)
 
 
สำหรับเรื่องนี้ "คุ้ม" ค่าตั๋วสำหรับเราค่ะ
 
 
หนังเล่าเรื่องปมในใจของคนๆหนึ่ง ที่ค่อยๆเปิดเผยที่มาและพยายามก้าวข้ามปัญหาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในชีวิตจริงของพระเจ้าจอร์จที่ 6 เราไม่รู้ว่าพระองค์ต้องต่อสู้กับปมในใจนี่นานแค่ไหน และความกล้าระดับไหนที่ทำให้พระองค์กล้าพูดกับคนสามัญธรรมดาที่พระองค์ไม่เชื่อถือนักในตอนแรก
 
 
หนังเดินไปอย่างเรียบง่าย (อีกแล้ว) คือมีหนังหลายเรื่องทีเป็นแบบนี้ และยอมรับว่าขนาดเราชอบดูหนังเรียบๆ บางเรื่องก็ยังหลับได้ลงคอ ส่วนต่างคิดว่าคงมาจากการให้คนดูรู้สึกถึง"ความนิ่ง" นานจนเกินไป (ไอ้ความนิ่งนี้บางทีก็ชวนรำคาญว่าจะบิวท์ไปไหน ง่วงแล้ว! 555+) สำหรับ The King's Speech ไม่ปล่อยให้คนดูนิ่งนาน หนังหยุดอย่างมีจังหวะ แล้วพาคนดูเดินตามกษัตริย์และนักบำบัดจนถึงฉากสุดท้าย
 
 
จริงๆไม่ต้องพูดถึงการแสดงเลยก็ยังได้ เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับการการันตีมาก็ตามนั้น การแสดงของลุงโคลินมีพลัง อาการทางร่างกายก็หยั่งกับเป็นจริงๆ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีรัศมีความเป็นกษัตริย์ที่ดีเต็มเปี่ยม แต่ที่ซูฮกสุดๆเลยคือลุงเจฟฟรี่ย์ คือดูแกพยายามไม่ขโมยซีนยังไงไม่รู้แฮะ สำหรับนักแสดงระดับลุงแกแล้ว แบบนี้อาจจะยากกว่าการขโมยซีนเป็นไหนๆก็ได้ 555+
 
 
อีกอย่างที่คิดไม่ถึงว่าจะเห็นความสำคัญของสกอร์ก็ตอนดูหนังเรื่องนี้แหละ
 
 
บอกไม่ได้ว่าดียังไง แต่สกอร์ที่เสริมเข้ามาในแต่ละช่วงที่เน้น มันทำให้เต็มได้จริงๆ ที่ดีที่สุดคงจะเป็นตอนสุนทรพจน์ปราบกษัตริย์ (555+) กับเพลงนั้น...ไม่แน่ใจ แต่จำได้แม่นว่ามันอยู่ในเรื่อง The Fall ด้วย ฟังเปล่าๆมันให้ฟิลที่ไม่มั่นคง (เอิ่ม..ไม่ได้จะวิจารณ์เพลงคลาสสิคนะคะ แค่ฟิล) ซึ่งมันก็เหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่เหมือนกับ จะรอดหรือไม่รอด
 
 
รอดจากสุนทรพจน์ คนในเรื่องหายใจคล่อง คนดูก็หายใจคล่อง บทสรุปของหนังออกมาแฮปปี้ (เราก็ชอบหนังจบแฮปปี้แบบนี้แหละ 555)
 
 
 
ที่ชอบมากคือการที่หนังเลือกจบตรงที่ว่าพระองค์ไม่ได้หายจากอาการติดอ่างในตอนท้ายเรื่อง พระองค์แค่เอาชนะมันได้ ณ ตอนนั้น เท่านั้น  และมันเป็นแค่จุดเริ่มต้น
 

 
อ่านรีวิวออสการ์หลายคนบอกว่ายังไง Social network มาวินแน่ๆ แต่ไฉน The King's speech ถึงครองที่นั่งรางวัลเยอะนัก เดาเล่นๆนะ คณะกรรมการออสการ์เป็นพวกมีปัญหาหรือ "ปม" กันเยอะรึเปล่า?
 
 
อันนี้เอาจริงๆนา เราคิดว่าถ้าดู Social network อาจเข้าไม่ถึงมากกว่าเรื่องนี้ก็ได้  Social network อาจเยี่ยมในส่วนขององค์ประกอบทุกอย่างที่ภาพยนตร์ชั้นดีเรื่องนึงจะพึงมี แต่ถ้าให้เลือกจากสาร ระหว่าง เรื่องราวการต่อสู้ระหว่างตัวเองกับคนอื่น และการต่อสู้ระหว่างตัวเองกับตัวเองนี่ เราชอบอย่างหลังมากกว่าค่ะ
 
 
สู้กับคนอื่นมันไม่ให้อะไรนอกจากแพ้ชนะ และสุดท้ายมันมีการสูญเสีย แต่การต่อสู้กับตัวเอง สิ่งที่ชนะก็คือตัวเอง เราเอาชนะความกลัวในจิตใจ ก้าวข้ามผ่านตนเองที่เคยอ่อนแอ ลุกขึ้นมาสัมผัสประตูที่เปิดกว้างขึ้นอีกนิดในจิตใจที่ยอมรับตัวเอง
 
 
 
ยอมรับทั้งความอ่อนแอ และยอมรับว่าอ่อนแอ..ก็เข้มแข็งขึ้นได้
 
 
 
ถ้าใจยอมรับและรักตัวเอง เราก็จะเข้าใจว่าคนอื่นๆก็เหมือนเรา ยอมรับและรักคนอื่นได้อย่างนั้นเหมือนกัน
 
 
 
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงกระทำ นอกจากจะก้าวข้ามปัญหาส่วนพระองค์ ที่สำคัญที่สุดคือพระองค์ก้าวเพื่อประชาชนที่พระองค์ทรงห่วงใย และนั่นคือความประทับใจที่เรามีมากที่สุดกับหนังเรื่องนี้
 
 
 
 
ซึ่งความประทับใจที่ได้ ส่วนนึงมาจากก้นบึ้งในใจที่รู้ว่าเราก็มีพ่อหลวงที่รักประชาชนมากกกกกแบบนี้เหมือนกันนะ
 
 
ถ้า Social network จะได้ใจ อันนี้เราไม่รู้ค่ะ หลายคนที่ดูแล้วคงตอบได้ แต่ถ้าThe King's speech จะได้ใจ ก็คงได้จากสารที่สื่อให้คนดู
 
 
++++++++++++++++++++++
 
 
ส่งท้าย
 
ดีใจกับเรื่องมังกรที่รัก เอ้ย How to train your dragon ที่ได้เข้าชิงออสการ์กะเค้าด้วย ถึงจะไม่มีโอกาสชนะก็ตาม (จนบัดนี้ยังไม่ได้ดู Toy 3 เลย เพราะ 2 ภาคแรกดูแล้วเบื่อ <--- นี่ก็สวนกระแส?) แต่ที่แปลกใจคือเข้าชิงในส่วนของเพลงประกอบด้วย (อันนี้ชอบมากกกกก เชียร์ๆๆๆ 555+)
 
 
สำหรับคนที่ชอบ Toy 3 กรุณาข้ามย่อหน้าล่างไปแล้วกัน เหอๆๆๆๆ
 
 
รางวัลสำหรับอนิเมชั่น.....Anne Awards .....ไม่มีอะไรจะพูดนอกจาก สะใจเฟ้ยยยย วะฮ่าๆๆๆไงล่ะ ยังไงมังกรก็เจ๋งกว่าตุ๊กตาซักรางวัลแหละฟระ ของเค้าดีจริงเฟ้ยยยยย ให้มันรู้ซะมั่งว่าในโลกเนี้ย มีรางวัลที่สวนกระแสดีๆกะเค้ามั่ง จ๋อยไปเลยมั้ยล่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ .....บ้า
 
 
แต่ดูไปดูมามันเหมือนรางวัลจะเอียงไปทางดรีมเวิร์คซะเยอะแฮะ เค้าแอนตี้ดิสนี่ย์ พิกซาร์รึป่าว?

Comment

Comment:

Tweet

ผมว่าหนังก็ทำได้ดีนะ แต่มันยังไม่โดนเท่าไร ดูแล้วจะหลับ ถ้า ผกก. มีลูกเล่นเยอะกว่านี้มันน่าจะดูสนุกได้กว่านี้

แต่ก็อีก อาจจะเป็นเพราะผมมี the social network ให้คอยเปรียบเทียบอยู่ก็เป็นได้ ชอบเรื่องนั้นมากกว่าครับ big smile

#1 By keaaaa on 2011-02-19 10:17

Tags