1 wk 2 movs

posted on 24 Mar 2012 09:50 by kuzo-goku-toki
อาทิตย์นี้ที่ผ่านมาชั่งใจว่าจะดูหนัง แต่รู้สึกว่ามันลังเลๆยังไงไม่รู้ระหว่าง...
 
1. Mirror Mirror
เพราะ.....เป็นหนังเฮียทาร์เซม ซิงค์
 
 
2. The Artist
เพราะ.....ดราม่าเครือ Apex
 
 
3. งานวัดแถวบ้าน......
เพราะ.....มันคืองานวัด
 
 
 
สุดท้ายจัดตารางแบบว่า เรื่องแรก...จัดลงวันพุธไปดูเรื่อง 80 บาท (แล้วพบว่าเป็นการตัดสินใจที่ถืกที่สุด) เมื่อวานไปดูเรื่องที่สอง วันจันทร์ค่อยไปทำเรื่องที่สาม
 
 
เรื่องเมื่อวันพุธมีเซอร์ไพรส์เล็กๆเนื่องจากบึ่งจากที่ทำงานไปให้ทันดูรอบห้าโมงครึ่ง สายไปครึ่งชม. (555) แต่พอไปซื้อตั๋ว ดั๊นนนนมีที่นั่งนึงว่างโผล่แว่บเข้ามาในจอซะงั้น น้องพนักงานเลยถามว่าเอาที่นั่งตรงนี้เลยมั้ยคะ ก็เลยสนองปาย....
 
ดูจบแล้ว......มึน....มึนว่าตูดูอะไรอยู่วะเนี่ย ตกลงเฮียแกพยายาม (ต้องใช้คำว่าพยายามเลยทีเดียว) จะให้มันเป็นหนังครอบครัวหรืออย่างไร? มันดูอ่อนไปหมดเลย ยกเว้นฉาก เสื้อผ้า และองค์ประกอบรูปธรรมทั้งหลายดูดี แต่เรื่องเอย บทเอย การแสดงเอย ทำไมมัน...ฮึ๊ยยยย
 
 
 
 
ไล่จาก.....คือ....เป็นสโนว์ไวท์แบบให้ผู้ใหญ่ดูจริงอ้ะ มันก็เบาสมองอยู่อ่ะนะ แต่มันกลายเป็นหลายครั้งพูดมากจนรำคาญ โดยเฉพาะทั่นราชินี มุขตลกก็แป้กๆ ขำลั่นๆแค่ครั้งเดียว (จริงๆ) แต่รวมแล้วที่เด่นสุดคือรำคาญเจ๊จูเลียมาก ไม่ร้ายแต่มาพยามตอนจะจบ แต่...มันไม่อินแล้วอ่ะ ตัวละครแต่ละตัวดูงกๆเงิ่นๆ ไม่มีเคมีเลย พอเป็นแบบนี้มากๆเข้า เลยเริ่มรู้สึกเอียนจะอ้วกในฉากสุดท้าย..

 
อะไรยะ! อะไรกันยะ!!!! จะเลียนแบบสลัมด็อกเหรอยะ!!!!!!!!!!!!!!
 
 
(นี่ด่าล้วนๆเลยเหรอเนี่ย)
 
 
ดีที่สุดคือน้องลิลี่ น่ารัก สดใส งดงาม สมอิมเมจสโนว์ไวท์ ถึงจะเหมือนราชินีขาวเรื่องอลิซของเบอร์ตันไปหน่อยก็เหอะ แต่พี่เชื่อจับใจอย่างเดียวว่า น้องสู้คนไม่ได้จริงๆหรอก (ว่ะ.....ก็ตัวติ้ดเดียว)
 
 
เรื่องนี้.....สำหรับการพิจารณาโดยส่วนตัวแล้ว.....ตกคับเฮีย T  T
 
 
ปล. ผิดหวังมากขึ้นเมื่อไปดูตัวอย่างของอีกฟากนึง เสียงหัวเราะของราชินีชาร์ริสนี่...ทำเอาขนลุกซู่ทั้งตัวเลย
 
 
--------------------------------
 
The Artist
 
 
มันเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ที่ตูซื้อเลย์เข้าไปกินด้วย...T  T

 
ไม่คิดว่าหนังเงียบจะเป็นแบบนี้เอง จุดที่เงียบมักจะเป็นจุดที่เอามือล้วงถุงขนมทุกที แล้วก็ต้องค้างอยู่อย่างงั้นจนกว่าจะมีดนตรีขึ้น สรุปดูหนังจบ เมื่อยมือซะงั้น
 
 
ชอบฉากนี้มาก ....เนียน 555+
 
เป็นหนังที่ดูแล้วมีความรู้สึกที่แปลกมาก หนังไม่พูด แต่สนุก จำไม่ได้ว่าได้ออสการ์สาขาย่อยไหนบ้าง แต่เพลงประกอบมีอิทธิพลมากทีเดียว การกำกับภาพ ตัดต่อ ทำให้หนังลื่น ไม่น่าเบื่อ คือ....มันดีหมดเลย ทุกอย่างมันรวมกันจนไม่ทำให้รู้สึกว่าอึดอัดเพราะไม่มีเสียงพูด
 
การแสดงของตัวเอกทั้งสองคนก็เทพจริงๆ โดยเฉพาะพี่ฌอง แกเอาอยู่หมัดอ่ะ (ไม่นับอั๊กกี้เพราะน่ารักมวากกกกก) ซึ่งขณะที่พระเอกเอาจริงจัง แต่ที่อยากชมมากกว่าคือนางเอก เพราะนางเล่นแล้วได้ฟิลนางเอกสมัยก่อนอยู่เหมือนกัน (ไม่เคยดูหรอก) คือจะลีลาเยอะเหมือนพวกแสดงละครเวที ดูแล้ว เออ....เราดูหนังยุคเก่าที่ไหนอยู่รึเปล่าเนี่ย
 
สรุปคือจุดที่ดีของหนังสำหรับเราอยู่ที่คำๆเดียวในตอนเกือบท้าย คำเดียวที่มันโคดจะกดดัน ณ ตอนนั้น แต่ก็ทำให้ผ่อนคลายสุดๆคือคำว่า
 
"BANG!"
 
กดดันที่ว่าคือ...เฮ้ยยยย อย่าาาาาา (555) ผ่อนคลายที่ว่าคือ เพราะคิดว่าจะได้ยินเป็นเสียง เสียงที่จะจบหนังทั้งเรื่อง จบทุกอย่างของทั้งพระเอกและนางเอก จบทั้งตูด้วย T T แต่สำหรับเรามันเป็นอะไรที่โชว์ฉลาดสุดๆสำหรับคำๆนี้ คือคนคิดอาจจะไม่ได้คิดอะไรมากก็ได้นะ แต่เราคิดว่ามันเป็นฉากที่ฉลาดมากในหนังอ่ะ
 
 
ดูจบ ...แฮปปี้มากกก รู้สึกว่าหนังออสการ์ปีนี้และปีที่แล้วจะเป็นที่ชื่นชอบสำหรับเรามากทีเดียว
 
 
ปล. ที่หนึ่ง
 
 
เรื่องแปลกที่หนึ่ง
ปกติพอเพลงสรรเสริญฯขึ้น เรามักจะเป็นคนที่นั่งเป็นคนท้ายๆเพราะจะรอพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงจบถึงจะนั่ง เมื่อวานนี้พอเพลงจบ พระบรมฉายาลักษณ์ยังอยู่ คนไทยนั่งพรึ่บ (เพลงยังไม่ทันจบดีด้วยซ้ำ) แต่ฝรั่งข้างหน้าเราสองแถวยังไม่นั่ง แต่นั่งเกือบพร้อมๆเรา
 
เรื่องแปลกที่สอง
หนังจบ เครดิตท้ายเรื่องขึ้น ไม่ถึง 1 นาที คนไทยลุกพรึ่บ ฝรั่งสองแถวหน้ายังนั่งดูอยู่ เลยเข้าใจที่เค้าว่าฝรั่งมักจะรอดูเครดิตจนจบ จะเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทุกคนที่มีส่วนในหนังหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ที่เห็นเมื่อวาน เหมือนพอเค้าเห็นคนไทยลุกไปหมดแล้ว เค้าก็รอๆกันอยู่อีพักนึง แล้วค่อยลุกกัน เราก็ลุกตามเค้าไป....
 
นี่คนไทยกำลังปลูกฝังอะไรให้ฝรั่งไปรึเปล่าเนี่ย???? 555
 
 
 
ปล. ที่สอง
 
ตอนที่ตัดสินใจไปดูเรื่องนี้เป็นเพราะมันเกิดมีปัญหาเรื่องหมดสัญญาของโรงหนังเครือเอเพ็กซ์ทั้งลิโด้และสกาล่า เลยคิดว่าในระหว่างที่ยังไม่หมดสัญญา เราจะพยายามไปอุดหนุนทั้งสองโรงเป็นการขอบคุณที่อยู่เป็นโรงหนังแสตนอโลนที่งดงามมาได้จนถึงปัจจุบัน และเพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าของที่อดทนยอมขาดทุนมาหลายปี ถึงตอนนี้เหตุผลที่ไม่ต่อสัญญา (หรือต่อไม่ได้?) จะเป็นเพราะอะไรก็ตาม ช่วงปีสองปีหลังมานี้ที่เอาแต่ดูที่นี่ มันกลายเป็นโรงหนังที่เราชอบมากๆไปแล้ว (โดยเฉพาะสกาล่า)

Comment

Comment:

Tweet

ก็คิดอยู่เหมือนกันค่ะว่าถ้าทำเป็นหนังเงียบแท้ๆออสการ์อาจจะไม่สนใจก็ได้มั้ง แต่การผสมผสานแบบนี้มันเหมือนกับหนังแหวกชั้นดีที่หลายๆเรื่องทำ แค่เรื่องนี้อาจจะได้ภาษีมากกว่าตรงที่ เทพได้โดยไม่ต้องพูด 555+

#2 By kuzo-goku-toki on 2012-03-25 16:04

ผมว่า The Artist มันออกมาเป็นหนังเงียบกลายพันธุ์มากกว่านะ คือ ยังเป็นหนังของยุคใหม่อยู่ จริต วิธีคิดก็ยังเป็นยุคใหม่ แม้ว่ารูปแบบการนำเสนอจะเป็นยุคเก่า

แต่ก็นี่แหละ ที่ทำให้มันน่าสนใจ คือ มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเบื่อเหมือนดูหนังยุคเก่า แต่กลายเป็นหนังที่ดูสนุกและบันเทิงมากฮะ โดยที่ไม่ต้องปรับทัศนคติหรือมุมมองในการชม เหมือนตอนที่เราย้อนไปดูหนังยุคเก่าเรื่องอื่น ๆ เลย

คือ อันนั้นมันจะรู้สึกแบบ เชย ล้าสมัย แต่อันนี้ผมรู้สึกว่ามันร่วมสมัยมากน่ะฮะ

#1 By keaaaa on 2012-03-24 17:03

Tags